ภาวะกระดูกพรุน

ภาวะกระดูกพรุน

ภาวะกระดูกพรุนคืออะไร โภชนาการ
อาการและอาการแสดงเริ่มแรกของภาวะกระดูกพรุน ตัวอย่างอาหารและปริมาณแคลเซียม
ผู้หญิงควรตระหนัก การออกกำลังกาย
ปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน การรับประทานแคลเซียมเสริม
การป้องกัน   
 

รศ.นพ.วีระพล  จันทร์ดียิ่ง
ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

โครงสร้างของกระดูกมี 2 ชั้น ชั้นนอก เป็นส่วนของกระดูกแข็ง ส่วน ชั้นใน ของกระดูกมีลักษณะเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำ แคลเซียม และ โปรตีน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกระดูก กระดูกทั้งสองชั้นประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิดคือ เซลล์เสริมสร้างกระดูกใหม่ และ เซลล์ทำลายกระดูกเก่า กระบวนการของการสร้างกระดูกและการทำลายกระดูกเป็นกระบวนคู่ขนาน ความสมดุลยระหว่างปฏิกิริยาทั้งเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เรียกว่า การบูรณะปฏิสังขรณ์กระดูก

 

ในช่วงวัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ การเสริมสร้างกระดูกจะ เร็ว กว่าการทำลายจึงเป็น การบูรณะปฏิสังขรณ์กระดูกในทางบวก โดยเฉลี่ยความหนาแน่นของกระดูกจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนถึงขีดสูงสุดเมื่ออายุราว 35 ปี หลังอายุ 35 ปี การเสริมสร้างกระดูกจะ ช้า กว่าการทำลาย ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไร ความหนาแน่นของกระดูกก็ลดน้อยลงเท่านั้น

 

ภาวะกระดูกพรุนคืออะไร

  

 

เมื่อการทำลายกระดูก เร็ว กว่าการเสริมสร้าง ในระยะแรกการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดที่กระดูกชั้นในก่อน รูพรุนคล้ายฟองน้ำจะมีขนาดใหญ่ขึ้น อันเป็นผลมาจากปริมาณแคลเซียมและโปรตีนในกระดูกลดลง จนกระทั่งกระดูกมีความหนาแน่นน้อยผิดปกติ เราเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะกระดูกพรุน

ภาวะกระดูกพรุนทำให้กระดูกบางและเปราะ ดังนั้น หญิงวัยหมดระดู (อายเฉลี่ย 50 ปี) ที่มีภาวะกระดูกพรุน มักมีปัญหาเรื่องกระดูกแตกหักง่าย ทั้งจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรงหรือหกล้มเพียงเล็กน้อยภายในบ้าน ตำแหน่งของกระดูกแตกหักมักพบบ่อยที่บริเวณ ข้อตะโพก ข้อมือ และกระดูกสันหลังตามลำดับ ส่วนผู้ที่ไม่มีภาวะกระดูกพรุนจะไม่ค่อยพบปัญหานี้

 อาการและอาการแสดงเริ่มแรกของภาวะกระดูกพรุน

เริ่มต้นจากส่วนสูงลดลง บางคนอาจปวดหรือเจ็บที่บริเวณหลัง รวมทั้งกระดูกสันหลังส่วนบนโค้งงุ้มเล็กน้อย เมื่อโครงสร้างของกระดูกสันหลังไม่อาจรองรับน้ำหนักร่างกายส่วนบนได้ กระดูกสันหลังจะงองุ้มมากขึ้น การโค้งงอของกระดูกสันหลังอย่างรุนแรงและถาวร จะทำให้รูปลักษณ์ของกระดูกสันหลังเป็น ?โหนก? หรือ ?ค่อม?

 

ผู้หญิงควรตระหนัก

 

 

ภาวะกระดูกพรุนอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย แต่ ผู้หญิงสูงอายุ มีโอกาสเกิดปัญหาแทรกซ้อนของภาวะกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชายถึง สองเท่า เนื่องเพราะผู้หญิงมีโครงสร้างของกระดูก เล็กและเบา กว่าผู้ชายโดยธรรมชาติ แม้ว่าเกิดภาวะกระดูกพรุนในระดับเดียวกับ ทว่าโดยต้นทุนเดิมผู้หญิงมีความหนาแน่นของกระดูก น้อยกว่า จึงเกิดภาวะกระดูกพรุนในระดับที่รุนแรง มากกว่า ผู้ชาย ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งคือ การขาดฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) หลังวัยหมดระดู จะเป็นการ เร่ง ให้ภาวะกระดูกพรุนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

การขาดแคลเซียมก็เป็นปัจจัยเสริมที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะผู้หญิงมีปัจจัยหลายอย่างเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม ตั้งแต่ขณะตั้งครรภ์หรือระหว่างให้นมบุตร ผู้หญิงมักได้รับแคลเซียมทดแทนในระดับที่น้อยเกินไป รวมถึงผู้หญิงที่ลดความอ้วนด้วยการควบคุมอาหารอย่างหักโหม มักขาดแคลเซียมได้ง่าย ยังผลให้ผู้หญิงส่วนหนึ่งได้แคลเซียมราว ครึ่งหนึ่ง ของปริมาณที่ควรได้รับเท่านั้น ส่วนการกินอาหารซ้ำซากเพราะถูกปาก ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะขาดแคลเซียม

 

ปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน

 

 

    1. โครงสร้างของกระดูกบอบบาง
    2. น้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ

    3. ขาดฮอร์โมนเพศหญิงหลังหมดระดู

    4. แคลเซียมทดแทนไม่เพียงพอ

    5. ออกกำลังกายน้อยเกินไป

    6. สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ มากเกินไป

    7. รับประทานยาประเภทสเตรียรอยด์

 

การป้องกัน

  

ภาวะกระดูกพรุนอาจตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก ควรตรวจในสตรีก่อนวัยหมดระดูเล็กน้อยสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะกระดูกพรุนเท่านั้น โดยเฉพาะผู้ที่มีโครงสร้างของกระดูกบอบบาง น้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ

โภชนาการ

 

แคลเซียมจำเป็นต่อการทำงานตามหน้าที่ของเส้นประสาทและอวัยวะต่างๆ เมื่อแคลเซียมในกระแสเลือด ต่ำ กว่าปกติ ร่างกายจะทดแทนด้วยการ ดึง เอาแคลเซียมจากกระดูกมาใช้งาน ยิ่งใช้แคลเซียมจากกระดูกมากขึ้นเท่าใด ความหนาแน่นของกระดูกจะลดน้อยลงเท่านั้น

การบริโภคแคลเซียมจะช่วยหน่วงอัตราการสูญเสียของแคลเซียมในกระดูก ดังนั้น สตรีก่อนวัย หมดระดูควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม ส่วนสตรีวัยหมดระดูควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,500 มิลลิกรัม อาหารหลายประเภทมีอุดมไปด้วยแคลเซียม

ตัวอย่างอาหารและปริมาณแคลเซียม

 

(จาก American College of Obstetricians and Gynecologists) 

 

 

อาหาร

ปริมาณอาหาร

แคลเซียม (มิลลิกรัม)

ไขมัน (กรัม)

นมและผลิตภัณฑ์จากนม
  • เนยเหลือง
  • ครีม
  • ไอครีม
  • นมสด
  • นมไขมันต่ำ
  • นมพร่องมันเนย
  • โยเกริทชนิดไขมันต่ำ
  • โยเกริทชนิดไขมันต่ำพร้อมผลไม้

1 ออนซ์

1 ถ้วย

1 ถ้วย

1 ถ้วย

1 ถ้วย

1 ถ้วย

1 ถ้วย

1 ถ้วย

211

211

176

291

298

303

415

345

 9.1

9.5

14.1

8.1

4.7

0.4

3.4

2.5

เมล็ดพืช

  • อัลมอนด์

  • งา

  • ทานตะวัน

1 ออนซ์

3 ½ ออนซ์

3 ½ ออนซ์

 66

100

120

16.2

53.4

47.3

อาหารทะเล

  • หอยแครง
  • กุ้ง

3 ½ ออนซ์

3 ½ ออนซ์

115

63

 1.4

0.8

ผักใบเขียว

  • บรอคโคลี่
  • กะหล่ำปลี
  • ผักขม
  • ผักกาด

2/3 ถ้วย

¾ ถ้วย

½ ถ้วย

2/3 ถ้วย

88

187

83

184

 0.3

0.7

0.3

0.2

ผักอื่น

  • ถั่วเหลือง
  • มันเทศ

½ ถ้วย

1 หัวเล็ก

68

40

 3.2

0.5

 

 หมายเหตุ

 

1 ออนซ์ = 31.1035 กรัม

1 ควอท = 1.1364 ลิตร (4 ถ้วย)

1 ถ้วย = ¼ ควอท

เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ เมล็ดพืชหรือผักใบเขียวชนิดอื่นนอกเหนือจากตารางตัวอย่างอาหาร ล้วนอุดมไปด้วยแคลเซียมเช่นเดียวกัน อนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดสารอาหารอื่นรวมทั้งแคลเซียม แนะนำให้รับประทานหลายหมู่หลายประเภทในแต่ละวัน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารน้อยชนิด หรืออาหารซ้ำซาก จะเป็นการป้องกันภาวะขาดแคลเซียมได้เป็นอย่างดี ผู้ที่ควบคุมน้ำหนักแนะนำให้รับประทานนมพร่องมันเนย หรือโยเกริทชนิดไขมันต่ำ ส่วนผู้ที่รับประทานนมแล้วไม่ย่อยหรือท้องเสีย อาจรับประทานแคลเซียมคาร์บอเนต หรือเกลือแคลเซียมตัวอื่นเป็นการทดแทน อนึ่ง ไม่ควรรับประทานประเภทเนื้อสัตว์เป็นหลัก เพราะเมื่อร่างกายได้รับโปรตีนมากเกินไป จะมีผลให้กระดูกสูญเสียความหนาแน่นเร็วขึ้น

สำหรับไวตามินดีจะช่วยให้กระเพาะอาหารดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น ไวตามินดีมีมากในนมสดและแสงแดด หรือรับประทานไวตามินดีวันละ 5-10 ไมโครกรัม หรือ 200 ? 400 units (ไม่ควรมากกว่านี้) เมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เป็นพิเศษ

 ตัวอย่างอาหารและปริมาณแคลเซียม

 

(จากรายงานของ จงจิตร อังคะวานิส, 2539 ศึกษาแคลเซียมในอาหารและในผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม

Metabolic bone bulletin 1996; 2: 11-15.)

อาหาร

ปริมาณอาหาร

แคลเซียม (มิลลิกรัม)

นมวัว (นมยูเอชที, นมพาลเจอไรซ์)

1 กล่อง

295

นมผง

¼ ถ้วยตวง

227

นมอัดเม็ด

20 เม็ด

120

ไอศกรีม

1 ลูกใหญ่

78

นมข้นหวาน (ที่ใส่นมไมโล, โอวัลติน, กาแฟ)

1 ช้อนโต๊ะ

85

นมเปรี้ยวชนิดดื่ม เช่น โยโมสต์หรือยี่ห้ออื่น)

1 กล่อง

100

ยาคูลท์

1 ขวด

38

เนยแข็งหรืออาหารผสมเนยแข็งแช่นพิชซ่า

1 แผ่น

126

ไข่ไก่หรือไข่เป็ด

1 ฟอง

17.5

ปลาทู (นึ่ง)

1 ตัว (กลาง)

21

ปลาตัวเล็กแห้งหรือสด

1 ช้อนโต๊ะ

85

ปลากระป๋อง

¼ ถ้วยตวง

105

กุ้งแห้งตัวเล็ก

1 ช้อนโต๊ะ

138

กุ้งฝอยสุก

¼ ถ้วยตวง

138

ส้มเขียวหวาน

1 ผลกลาง

20

เต้าหู้ขาวอ่อน

1/3 ถ้วยตวง

94

ผักคะน้า (ผัด)

½ ถ้วยตวง

70

ผักกะเฉด (สุก)

½ ถ้วยตวง

70

ผักใบเขียวเช่น ผักกาด ผักกวางตุ้ง (สุก)

½ ถ้วยตวง

114

 

 การออกกำลังกาย

  

 

การออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ช่วยพยุงและเสริมความแข็งแกร่งของโครงกระดูก เมื่อกระดูกไปได้เคลื่อนไหวเป็นเวลานานๆ เพราะฉะนั้นผู้เจ็บป่วยเรื้อรังและนอนบนเตียงนานๆ อัตราการสูญเสียเนื้อกระดูกจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว

การออกกำลังกายวิธีที่ง่ายที่สุดคือ การเดิน การเคลื่อนไหวผสมผสานกับการลงน้ำหนักของร่างกายส่วนต่างๆ ช่วยเสริมหนุนความแข็งแรงของโครงสร้างร่างกาย รวมทั้งช่วยในการเจริญพัฒนาของกล้ามเนื้อและคงความสมดุลยของกระดูก ควรเดินให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ส่วนการออกกำลังกายอื่นขึ้นกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล หากสามารถกระทำได้ก็จะช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพการทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจ อาทิเช่น การเดินเร็ว กายบริหาร ขี่จักรยาน เป็นต้น

 การรับประทานแคลเซียมเสริม

เนื่องจากสตรีจำนวนหนึ่งได้รับแคลเซียมจากอาหารในชีวิตประจำวันไม่เพียงพอ การรับประทานแคลเซียมเสริมมีความจำเป็นในสตรีบางคนเท่านั้น ทั้งสตรีก่อนและหลังวัยหมดระดู ยาเม็ดแคลเซียมในท้องตลาดมีหลายรูปแบบตั้งแต่ ในนมพร่องมันเนย ยาเม็ดฟู่ ยาเม็ดรับประทาน ยาเคี้ยว เป็นต้น แต่ละประเภทมีชนิดและปริมาณของเกลือแคลเซียมในสัดส่วนที่แตกต่างกันไป ดังนั้น เมื่อบริโภคผู้บริโภคจะได้รับปริมาณแคลเซียมดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย (หากมีการคำนวณ) แปรผันตั้งแต่ 250 ถึง 1,000 มิลลิกรัม

การรับประทานเกลือแคลเซียมแต่ละชนิด มีส่วนประกอบของแคลเซียมในสัดส่วนที่แตกต่างกัน เป็นต้นว่า

แคลเซียมคาร์บอเนต ได้รับแคลเซียมร้อยละ 40

แคลเซียมแลคเตท ได้รับแคลเซียมร้อยละ 13

แคลเซียมกลูโคเนท ได้รับแคลเซียมร้อยละ 9

แคลเซียมแลคเตท กลูโคเนท ได้รับแคลเซียมร้อยละ 13.2

ตัวอย่าง นมพร่องมันเนย ขนาด 25 กรัม หากประกอบด้วยเกลือแคลเซียมคาร์บอเนท 420มิลลิกรัม อาจคำนวณปริมาณของเกลือแคลเซียมที่ร่างกายจะได้รับดังนี้

แคลเซียมคาร์บอเนท 420 มิลลิกรัม (ได้รับแคลเซียมร้อยละ 40) = (40/100) X 420

เท่ากับร่างกายได้รับแคลเซียม 168 มิลลิกรัม

ตัวอย่าง แคลเซียมเม็ด ขนาด 500 มิลลิกรัม ชนิดเม็ดฟู่ หากแต่ละเม็ดประกอบด้วยเกลือแคลเซียมสองชนิดคือ แคลเซียมคาร์บอเนท 300 มิลลิกรัม และแคลเซียมแลคเตทกลูโคเนต 2,940 มิลลิกรัม อาจคำนวณปริมาณของเกลือแคลเซียมแต่ละตัวได้ดังนี้

แคลเซียมคาร์บอเนท 300 มิลลิกรัม (ได้รับแคลเซียมร้อยละ 40) = (40/100) X 300

เท่ากับร่างกายได้รับแคลเซียม 120 มิลลิกรัม

แคลเซียมแลคเตทคาร์บอเนท 2,940 มิลลิกรัม (ได้รับแคลเซียมราวร้อยละ 13) = (13/100) X 2,940

เท่ากับร่างกายได้รับแคลเซียมใกล้เคียงกับ 380 มิลลิกรัมโดยประมาณ

เนื่องจากแคลเซียมดูดซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านลำไส้เล็กตอนต้นและลำไส้เล็กตอนกลาง ในกรณีที่รับประทานแคลเซียมชนิดเม็ดหากมีอาการคลื่นไส้ แนะนำให้รับประทานแคลเซียมหลังอาหารราว 1 ชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง หรือรับประทานพร้อมนมสด ส่วนผู้ที่รับประทานแคลเซียมแล้วมีอาการท้องผูกมัก ควรรับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น

คนทั่วไปต้องการแคลเซียมวันละ 800 มิลลิกรัม สตรีตั้งครรภ์ต้องการเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 1,200 มิลลิกรัม เมื่ออายุมากขึ้นสตรีต้องการแคลเซียมมากขึ้น สตรีก่อนวัยหมดระดูควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม ส่วนสตรีหลังวัยหมดระดูต้องการแคลเซียมวันละ 1,500 มิลลิกรัม อย่างไรก็นาม เนื่องจากได้ร่างกายได้รับแคลเซียมจากแหล่งอาหารประจำวันอย่างพอเพียง หากไม่รับประทานอาหารซ้ำซาก ส่วนใหญ่มักจะเพียงพอต่อความต้องการประจำวันของร่างกาย ไม่จำเป็นต้องได้แคลเซียมเสริม นอกจากบางคนอาจได้แคลเซียมไม่พอเพียงเนื่องจากมีปัจจจัยเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนอย่างชัดเจนเช่น โครงสร้างของกระดูกบอบบาง หรือ น้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ

 

 

ปิดโหมดสีเทา