ภาษาไทย  |  English  

แม่…..ผู้ให้กำเนิดชีวิต (ตอนที่๒)

แม่…..ผู้ให้กำเนิดชีวิต (ตอนที่๒)

                                                      นพ.พิษณุ ขันติพงษ์

          แม้ว่าจะได้รับความยากลำบากเพียงใดที่ต้องอุ้มท้องร่วมสิบเดือนแต่สำหรับแม่ทุกคนนั้นยอมทนได้เสมอขอเพียงให้ลูกน้อยปลอดภัย เมื่อตั้งครรภ์ครบกำหนด(37สัปดาห์)ลูกก็พร้อมที่คลอด ส่วนใหญ่จะคลอดราว38-40สัปดาห์ อย่างไรก็ตามแม่บางคนอาจมีการคลอดก่อนกำหนดได้โดยเฉพาะคุณแม่วัยรุ่นเป็นเหตุให้เด็กที่ออกมามีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจเนื่องจากปอดยังทำงานได้ไม่เต็มที่ อาจรุนแรงจนเสียชีวิต แม่บางคนอาจไม่เจ็บครรภ์คลอดจนอายุครรภ์เกินกำหนด(เกิน42สัปดาห์) ซึ่งพบว่าเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของเด็กในครรภ์เนื่องจากภาวะรกเสื่อมทำให้เด็กในครรภ์ขาดอาหารและออกซิเจนได้ ปัจจุบันแพทย์มักแนะนำให้คลอดก่อนครรภ์เกินกำหนด แม่ทุกคนสามารถทำงานได้จนเจ็บครรภ์คลอดซึ่งเชื่อกันว่าทำให้คลอดง่าย ยกเว้นงานหนักที่ต้องยืนนานๆหรือยกของหนัก แม่บางคนมีอาการเจ็บครรภ์เตือนที่รุนแรงทำให้มารพ.หลายครั้ง ยังไม่คลอดเพราะไม่ใช่เจ็บครรภ์จริง แม่บางรายที่อยู่ไกลจากรพ.แพทย์มักแนะนำให้เข้านอนรพ.เมื่อใกล้กำหนดคลอดโดยเฉพาะในรายที่มีความเสี่ยงเช่นมีประวัติตกเลือดหลังคลอด

สำหรับแม่แล้วการคลอดถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะตั้งหน้าตั้งตารอมานานร่วม10เดือน อยากเห็นหน้าลูกเป็นที่สุด ในสมัยโบราณเปรียบการคลอดลูกเหมือนเข้าสู่สนามรบเลยทีเดียว เนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ตลอดระยะเวลาที่คลอด บางครั้งแม่อาจเสียชีวิตจากการคลอดได้แม้ไม่มากนักแต่ก็ถือเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่  บางรายเสียชีวิตทั้งแม่และลูกแต่บางรายเเม่เสียชีวิตทิ้งให้ลูกเป็นกำพร้าตั้งแต่เกิด ปัจจุบันการแพทย์เจริญก้าวหน้าขึ้นทำให้สามารถลดการเสียชีวิตของแม่จากการคลอดได้มาก ประเทศไทยเราตั้งเป้าหมายว่าอัตราตายของมารดาไม่ควรเกินกว่า18:100,000การคลอดเด็กมีชีพ

ในระยะคลอดนั้นแม่จะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดระหว่างการคลอด บางคนใช้เวลานานเป็นวันๆทีเดียว แต่แม่ทุกคนมักมีความอดทนอย่างที่สุด โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่ายาแก้ปวดที่ใช้ช่วยลดอาการปวดนั้นอาจส่งผลกระทบกับลูกได้ ส่วนใหญ่มักยอมทนกับความเจ็บปวดมากกว่า ซึ่งธรรมชาติจะช่วยให้มีการผ่อนคลายจากการปวดเป็นระยะๆ การเจ็บครรภ์จะมาเป็นช่วงๆและถี่ขึ้นเมื่อการคลอดคืบหน้าขึ้น ทำให้พอทนได้ แต่ในระยะที่สองของการคลอดคือปากมดลูกเปิดหมดพร้อมที่จะเบ่งคลอด ความเจ็บปวดจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณและเจ็บถี่ขึ้นด้วยเพื่อให้แม่เบ่งลูกเกิดออกมาได้ ตลอดระยะเวลาที่ผมทำคลอดมานับหมื่นราย แม่จะถามคำถามแรกเหมือนกันทุกคนว่าลูกครบไหม ขอเพียงได้ทราบว่าลูกมีอวัยวะครบและสุขภาพแข็งแรงดีเพียงแค่นี้แม่ก็มีความสุขแล้ว ความเจ็บปวดความเหนื่อยล้าล้วนหายไปหมด เมื่อคลอดแล้วผมจะเอาลูกวางที่หน้าท้องแม่ก่อนตัดสายสะดือ(ถ้าเข้าโครงการคลอดธรรมชาติที่ให้พ่อมีบทบาทร่วมด้วย ผมจะให้พ่อเป็นคนตัดสายสะดือเอง เป็นการบอกว่าลูกถูกตัดขาดจากสายสะดือและรกแล้ว ต่อไปจะอยู่ภายใต้การดูแลของพ่อกับแม่ ขอให้ช่วยกันดูแลลูกให้ดี) เสร็จแล้วผมจะอุ้มให้แม่ดูหน้าพร้อมหอมลูก แล้วจึงวางลูกบนอกแม่ให้ผิวกายของแม่สัมผัสกับผิวกายของลูก เชื่อว่าเป็นการป้องกันภาวะตัวเย็นในลูกได้ ผมจะพร่ำสอนว่าให้เป็นคนดี เลี้ยงง่าย รักพ่อรักแม่ รักสิ่งแวดล้อมและรักโลกของเรา เป็นสิ่งที่น่าแปลกมากที่ลูกจะพยายามขยับตัวเพื่อหันปากไปหาหัวนมของแม่ ผมจะช่วยให้ลูกดูดนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด ให้ริมฝีปากลูกสัมผัสกับหัวนมแม่ อมเข้าไปถึงลานหัวนมเพื่อกระตุ้นให้มีการสร้างน้ำนม ซึ่งนมแม่นี้ผมถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างให้กับชีวิตใหม่ เป็นภาพแห่งความสุขที่แท้จริง ผมยังจดจำได้ถึงบรรยากาศในการคลอดน้องชายคนเล็กที่บ้านโดยผดุงครรภ์โบราณ ทุกคนตั้งแต่พ่อ ผมและน้องๆต่างก็ตื่นเต้น พวกเราแย่งกันเอามือสัมผัสกับน้องที่เพิ่งลืมตาดูโลกแล้วก็หัวเราะชอบใจ

ปัจจุบันภาพเหล่านี้หายไป แม่มักกลัวการเจ็บครรภ์คลอด นิยมให้สูติแพทย์ผ่าตัดคลอดมากขึ้น ปัจจุบันอัตราการผ่าตัดคลอดในรพ.บางแห่งสูงเกินร้อยละ๔๐ ทั้งๆที่องค์กรอนามัยโลกแนะนำตัวเลขที่เหมาะสมว่าไม่ควรเกินร้อยละ๑๕ ผมหวังที่จะให้สูติแพทย์ พยาบาลห้องคลอดและผู้เกี่ยวข้องช่วยกันให้ความรู้กับคุณแม่เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ว่าในรายแม่ที่ไม่มีความเสี่ยง การคลอดธรรมชาติถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับแม่และลูก แม้ว่าแม่บางคนอาจกลัวว่าจะทนต่อความเจ็บปวดไม่ได้ก็มีวิธีที่จะช่วยให้ปวดน้อยลงและไม่มีผลต่อลูกในครรภ์ ขอให้พวกเราร่วมกันสร้างค่านิยมให้แม่หันมาคลอดธรรมชาติมากขึ้นและช่วยกันสนับสนุน”โครงการคลอดธรรมชาติ”เพื่อให้คนในครอบครัวมีส่วนร่วมในการตั้งครรภ์ด้วย ทุกคนจะได้รับการอบรมเรื่องการตั้งครรภ์ การคลอดและการดูแลหลังคลอดเหมือนที่ผมเคยทำเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการดูแลลูกตั้งแต่ในครรภ์ เป็นการสร้างสายใยรักในครอบครัวให้ครอบครัวอบอุ่น เพื่อให้เกิดเป็นชุมชนเข้มแข็งแล้วปัญหาต่างๆทางสังคมไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด ความรุนแรงในครอบครัว ฯลฯจะหมดไป

ผมเชื่อว่าพื้นฐานของการสร้างครอบครัวที่อบอุ่น จะต้องเริ่มจากการพร้อมที่จะมีลูก ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่พร้อมในเรื่องฐานะการเงินเพียงอย่างเดียว แต่การมีเวลาและเข้าใจในการดูแลระหว่างตั้งครรภ์ การเลี้ยงดูลูกต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ

ปัจจุบันการแพทย์ได้พัฒนาไปมาก เรามีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สามารถติดตามสุขภาพของเด็กในครรภ์ได้ตลอดการตั้งครรภ์และการคลอด ถือเป็นความปลอดภัยต่อแม่และเด็กในครรภ์ อย่างไรก็ตามหลายแห่งแม่ยังคงถูกทอดทิ้งให้อยู่กับเครื่องมือที่จะส่งเสียงเตือนเมื่อมี

สัญญานว่าลูกหรือแม่มีปัญหา ผมยังจำได้สมัยที่เป็นนศพ.ได้รับมอบหมายให้เฝ้าติดตามการคลอดอย่างใกล้ชิด สมัยนั้นเรามีแต่หูฟังทั่วไป การฟังเสียงหัวใจลูกผ่านผนังหน้าท้องแม่แล้วนับอัตราการเต้นของหัวใจลูกต่อนาที ซึ่งฟังได้ค่อนข้างยากยิ่งแม่ที่อ้วนผนังหน้าท้องหนา แต่การได้สัมผัสและพูดคุยให้กำลังใจแม่บ่อยๆ หรือบางครั้งก็ทำหน้าที่แจ้งข่าวให้ญาติที่รออยู่หน้าห้องคลอด ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ผมเชื่อว่าการสัมผัสและพูดคุยกับคุณแม่ยังคงมีความสำคัญที่สุด ทุกประสาทสัมผัสมีความสำคัญทั้งสิ้นโดยเฉพาะถ้าเป็นการสัมผัสด้วยหัวใจ ผมจึงขอฝากให้แพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องหันมาคำนึงถึงการสัมผัสพูดคุยกับคนไข้เป็นสำคัญ แม้จะมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย(Hi-tech.)มาช่วยแต่คุณค่าแห่งการสัมผัส(Hi-touch)มีมากมายมหาศาล  ผมเชื่อว่าการสัมผัสเป็นสิ่งที่คุณแม่หรือผู้ป่วยทุกคนเฝ้าถวิลหาอยู่เสมอ ไม่ใช่เพียงยาหรือเครื่องมือทางการแพทย์ที่จะช่วยในการรักษาเป็นผลสำเร็จ การดูแลด้วยหัวใจต่างหากที่จะเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาอย่างแท้จริง

ไม่นานมานี้ผมได้รับทราบข้อมูลจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งหลังจากมีการเสียชีวิตของแม่เนื่องจากการตกเลือดหลังคลอด ทั้งๆที่สามีได้ไปแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบถึง3ครั้งว่าภรรยามีเลือดออกมากหลังคลอด สามีเป็นผู้ทำความสะอาดและเปลี่ยนผ้าอนามัยเองทุกครั้ง แต่ไม่มีใครเห็นความสำคัญ เพียงแต่บอกให้เฝ้าระวังต่อไป จนถึงครั้งที่4ต้องให้ลูกชายอายุเพียง6ขวบเป็นผู้ไปแจ้งเนื่องจากสามีต้องเช็ดเลือดและทำความสะอาดเพราะเลือดออกมามาก ภรรยาดูซีด เรียกก็ไม่ค่อยตอบ เมื่อเจ้าหน้าที่มาดูก็พบว่ามีอาการช็อคจากการเสียเลือดมาก แม้ว่าจะตามแพทย์และทีมงานมาช่วยกันแก้ไขอย่างไรก็ไม่สามารถช่วยชีวิตแม่เอาไว้ได้ ถือเป็นการสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น ทิ้งให้ลูกที่เพิ่งคลอดต้องกลายเป็นกำพร้าแม่ ครอบครัวที่ควรจะมีความสุขกับสมาชิกใหม่กลับต้องมาโศกเศร้าอย่างมากจากการสูญเสียแม่แทน เป็นประสบการณ์ที่ผมไม่อยากให้เกิดที่ไหนขึ้นอีก

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราทุกคนจะเข้าใจถึงการทำงานเป็นทีมที่แท้จริงว่าจะต้องมีการเข้าใจกันระหว่างทีมผู้ป่วยและทีมผู้รักษาอยู่เสมอ โดยยึดเอาผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง มีการปรึกษากันตลอดเวลาโดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลงและไม่ควรมีการปกปิดข้อมูลหรือไม่ให้ความสำคัญกับคำบอกเล่าของผู้ป่วยและญาติ

          ผมไม่เชื่อว่าจะมีผู้ป่วยหรือญาติคนใดตั้งใจที่จะฟ้องร้องหรือเอาผิดบุคลากรทางการแพทย์ถ้าเรายึดหลักปฏิบัติเหมือนค่านิยมร่วมของชาวรพ.น่านที่ใช้กันมาร่วม60ปีที่ว่า "จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ด้วยความระมัดระวังและด้วยความปรารถนาดีต่อผู้ป่วยและญาติ"

“ขอบคุณที่เป็นคนดี”

แม่…..ผู้ให้กำเนิดชีวิต (ตอนที่ ๓)
แม่…..ผู้ให้กำเนิดชีวิต (ตอนที่ ๑)