ภาษาไทย  |  English  

เริ่มต้นจากตัวตน ชวนทุกคนเป็นคนดี

เริ่มต้นจากตัวตน ชวนทุกคนเป็นคนดี (1)

Humanized Health Care
(การดูแลคนไข้ด้วยหัวใจบนพื้นฐานความรู้)

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์
เมย. 2560

ในการประชุม HA National Forum ครั้งที่ 18 ประจำปี 2560 ณ อิมแพคเมืองทองธานี เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเป็นวิทยากรในห้องประชุมใหญ่แกรนไดมอนด์ ช่วงไมค์ต่อไมค์ จากความตั้งใจของชายคนหนึ่งส่งถึงสังคม ในหัวข้อที่อยากพูดมานาน “เริ่มต้นจากตัวตน ชวนทุกคนเป็นคนดี”

ตั้งแต่ครบอายุราชการผมเดินสายบรรยายไปทุกที่ไม่ว่าจะไกลเพียงใดด้วยความตั้งใจที่จะสร้างคนดี ผมพบว่าทุกรพ.มีการทำHA(Hospital Accreditation) เพื่อคุณภาพสถานพยาบาลให้เกิดความปลอดภัยต่อคนไข้ มานานร่วม 20 ปีแล้ว ทุกแห่งมีการสร้างระบบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งด้านโครงสร้าง งานบริการ ตลอดจนด้านสิ่งแวดล้อมกันมากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถให้ความมั่นใจได้ว่าระบบที่เกิดขึ้นนั้นจะทำให้คนไข้ปลอดภัยไม่เกิดความผิดพลาดอย่างแน่นอน เพราะสำคัญที่สุดคือคนดีมีคุณภาพ ต่อให้ระบบดีเพียงใดถ้าคนไม่ดีย่อมมีช่องทางที่จะหลีกเลี่ยงทำให้เกิดอันตรายต่อคนไข้ได้ แต่ถ้าคนดีแม้ระบบจะยังไม่ดีนัก ก็มีโอกาสเกิดความผิดพลาดน้อยกว่า ผมเชื่อว่า “โรงพยาบาลคุณภาพสร้างระบบ โรงพยาบาลคุณธรรมสร้างคน” ถ้าทั้งระบบและคนดีจะสร้างความปลอดภัยให้ค
นไข้อย่างแน่นอนที่สุด

ผมเริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวเองว่าตำแหน่งปัจจุบันคือข้าราชการบำนาญของแผ่นดิน เพื่อเตือนให้รู้ถึงบุญคุณที่ยังได้รับเงินบำนาญจากแผ่นดินซึ่งเป็นเงินภาษีอากรจากประชาชน จึงต้องทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมเพื่อทดแทนคุณแผ่นดินตลอดไป

เนื่องจากเรียนแพทย์ทำให้ได้เห็นสัจธรรมของชีวิตได้แก่การ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกวัน ได้เห็นความทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วยของคนไข้ซึ่งคงไม่มีทุกข์ใดเทียบได้ จึงเกิดความมุ่งมั่นในการที่จะเป็นหมอที่ดีของคนไข้ เมื่ออายุได้40ปีหลังจากสร้างฐานะมั่นคง มีครอบครัวมีบ้านมีรถและสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม เริ่มมีคำถามตัวเองว่าคนเรานั้นเกิดมาทำไม ผมจำได้ว่าเมื่อเจอเพื่อนที่จบหมอเหมือนกันแต่ผันตัวเองมาเป็นนักธุรกิจก็ถามผมเหมือนกันว่า “What is life?” ผมเชื่อว่าหลายๆคนก็คงเคยถามตัวเองเหมือนกัน ผมจำได้ว่าขณะนั้นมีกา
รประชุมที่โรงแรมแห่งหนึ่งเพื่อแก้ไขปัญหาแม่และเด็กของเชียงรายซึ่งผมเป็นประธานกรรมการงานอนามัยแม่และเด็กของจังหวัด มีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและสาธาณสุขเข้าร่วมประชุมจากทุกอำเภอ มีการนำเสนอปัญหาและแนวทางการแก้ไขแม่และเด็กของแต่ละอำเภอโดยมีผมเป็นผู้วิพากษ์ร่วมกับหัวหน้าห้องคลอดโรงพยาบาลเชียงราย และหัวหน้าฝ่ายส่งเสริม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ขณะที่ผมกำลังคิดว่าเกิดมาทำไม? นั้น มีแพทย์พยาบาลจาก โรงพยาบาลชุมชนขุนตาล มานำเสนอบนเวที โรงพยาบาลขุนตาลเป็นโรงพยาบาลใหม่ พบว่ามีปัญหาคนไข้จากหมู่บ้านม้งซึ่งอยู่บนดอย ห่างไกลไม่มาฝากครรภ์ ทำให้เมื่อมาคลอดเกิดภาวะแทรกซ้อนความดันสูง ครรภ์เป็นพิษเกิดอันตรายทั้งแม่และลูก ทางโรงพยาบาล จึงจัดหน่วยฝากครรภ์เคลื่อนที่ไปให้บริการถึงหมู่บ้าน

ไปครั้งแรกก็เกิดปัญหารถเสียกลางทาง ทั้งแพทย์และเจ้าหน้าที่ ต้องช่วยกันขนเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์เดินขึ้นไปเอง กว่าจะถึงก็บ่ายแล้วเมื่อตรวจเสร็จก็เย็นมากแล้ว ผู้ใหญ่บ้านไม่ให้เดินทางกลับเพราะกลางคืนเดินทางมีอันตรายเนื่องจากเส้นทางคดเคี้ยวมากจึงจัดที่นอนให้ค้างบนดอย แพทย์และทีมงานต่างพากันเดินสำรวจหมู่บ้านม้ง พบว่าชาวม้งนิยมเลี้ยงไก่ มีไข่ไก่มากมายและยังปลูกผักสวนครัวทุกหลังคาเรือน แต่แม่บ้านม้งปรุงอาหารด้วยการต้มเท่านั้น ไข่ต้ม ผักต้ม ทีมงานจึงช่วยกันทำอาหารให้ม้งทานด้วยการทอดไข่เจียวไข่ดาว ผัดผัก และลงท้ายด้วยของหวานได้แก่ไข่หวาน พบว่าทุกคนทั้งจนท.และชาวบ้านต่างทานกันอย่างเอร็ดอร่อย ผมยังจำสีหน้าและท่าทางแพทย์ที่มานำเสนอได้ว่ามีความสุขและภาคภูมิใจมาก หมอบอกว่านับแต่วันนั้นเป็นต้นมา “ไข่หวาน” ได้กลายเป็นของหวานประจำหมู่บ้านชาวม้ง และชาวม้งให้ความสำคัญกับการฝากครรภ์เป็นอย่างดี ทำให้ลดภาวะแทรกซ้อนได้มาก

ในขณะที่ผมกำลังคิดว่าคนเราเกิดมาทำไม? นั้นแพทย์พยาบาลและทีมงานจากโรงพยาบาลชุมชนที่ห่างไกลไปทำกับข้าวให้ชาวม้งทาน ทำให้ผมได้คิดเลยว่าคนเรานั้นเกิดมาเพื่อทำความดี ขณะที่วิพากษ์มีความสุขมาก น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความปิติที่พบคำตอบว่าเกิดมาเพื่อ “ทำความดี” ผมจำได้ว่าร่วม 300 ชีวิตในห้องประชุมวันนั้นต่างก็ร้องไห้สะอื้นด้วยความปิติร่วมกับประธาน

ผมเพิ่งได้รับคำตอบว่าความดีคืออะไร? ที่เข้าใจได้ง่ายไม่นานมานี้เอง จากพระราชมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ท่านเจ้าคุณเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมอุมศึกษารุ่น 33 ห้องเดียวกัน หลังจากจบวิศวะกรรมศาสตร์จากจุฬาฯ และทำงานเพียง 2-3 ปี ท่านได้บวชมาตลอดร่วม 38 พรรษาแล้ว ท่านได้บอกว่า “ความดีคือสิ่งที่กระทำแล้วก่อให้เกิดประโยชน์ ความเกื้อกูลและความสุขทั้งต่อตนเองและผู้อื่น” ฟังแล้วเข้าใจได้ง่าย พวกเราสามารถทำความดีได้ทุกเวลา

หลายคนถามผมว่าคนดีคือใคร? ผมพยายามค้นหาคำตอบอย่างง่ายๆ จนวันหนึ่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับการสอบสัมภาษณ์เพื่อเข้ารับราชการของกระทรวงมหาดไทยครั้งแรก สมัยรัชกาลที่ 5 มีสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเป็นประธาน วันแร
กมีลูกท่านหลานเธอมาสอบ ต่างบอกถึงสรรพคุณมากมาย จบจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศ พระองค์ทรงนั่งฟังเฉยๆ วันรุ่งขึ้นมีชาวบ้านแต่งตัวธรรมดามา
สอบ พระองค์ทรงสนพระทัยถามว่า “เธอมีความรู้ความสามารถอะไร จึงได้อยากมาทำงานที่กระทรวงมหาดไทย” ชายคนนั้นตอบว่า “ใต้เท้าขอรับ กระผมเพียงแค่อ่านออกเขียนได้นอกเหนือจากนั้นกระผมรู้น้อยมากคือ รู้ว่าอะไรควรทำกระผมก็ทำ อะไรควรเว้นกระผมก็เว้น” ได้ยินเพียงเท่านี้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงลุกจากเก้าอี้เดินมาตบไหล่ผลัวะตรัสว่า “เธอรู้แค่นี้แหล่ะ พรุ่งนี้มาทำงานกับฉันได้เลย สยามไม่ต้องการคนมีความรู้สูงแต่คุณธรรมต่ำ แผ่นดินนี้ต้องการคนที่รู้ว่าอะไรควรทำก็ทำ อะไรควรเว้นก็เว้น รู้เพียงแค่นี้ก็เป็นคนดีคนงามได้แล้ว”

ผมจึงได้ข้อคิดว่า...
"คนดี คือคนที่รู้ว่าอะไรควรทำ ทำ อะไรไม่ควรทำ ไม่ทำ"
จะเห็นได้ว่าการเป็นคนดีนั้นไม่ยากเลย 

"ขอบคุณที่เป็นคนดี"

เริ่มต้นจากตัวตน ชวนทุกคนเป็นคนดี (2)

                        Humanized health care
                  (การดูแลคนไข้ด้วยหัวใจบนพื้นฐานความรู้)

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์
พค.2560

ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์และเป็นผู้บริหารรพ. ผมมีความรู้สึกภูมิใจและมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึง ในการทำหน้าที่แพทย์ผมไม่เคยละทิ้ง เพิกเฉย ละเลยหรือทำสิ่งไม่ดีกับคนไข้ ให้การดูแลรักษาคนไข้เหมือนเป็นคนในครอบครัว เมื่อเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดจะหาทางช่วยเหลือทุกวิถีทางและอยู่ร่วมด้วยจนถึงที่สุด ในฐานะผู้บริหารผมทุ่มเทแรงกายแรงใจพร้อมทำทุกอย่างแม้จะต้องเผชิญกับปัญหาที่ตามมาเพื่อให้คนไข้ ประชาชนและเจ้าหน้าที่รพ.ทุกคนมีความสุข ผมเชื่อว่าที่ทำได้เนื่องจากผมมีศรัทธาในวิชาชีพแพทย์และมีศรัทธาในชีวิต ผมอยากให้ทุกคนมีความรู้สึกดีดีเหมือนกับผม เริ่มต้นที่มีใจที่ดีงามก่อน คือมีใจที่ไม่ต้องการเบียดเบียนหรือเอาเปรียบใครและพร้อมให้ความช่วยเหลือคนอื่น ดังนั้นมุมขวาล่างของสไลด์ที่ใช้เป็นสื่อในการบรรยายทุกภาพของผมจะต้องมีรูปหัวใจสีแดงที่มีคำว่าดีอยู่ตรงกลางเป็นเอกลักษณ์

จากประสบการณ์ผมพบว่ากายและใจพวกเรามีความสำคัญต่อการทำงานมาก เมื่อเริ่มทำงานใจทุกคนจะมีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อช่วยเหลือคนไข้ กายแข็งแรงสู้งานหนัก งานที่ออกมาเปรียบเป็นลูกศรขนาดใหญ่พุ่งขึ้น เวลาผ่านไป 3-5 ปีกายเริ่มเหนื่อยล้าแต่ใจยังคงมุ่งมั่นมีอุดมการณ์ ลูกศรยังคงพุ่งขึ้นแต่ขนาดเล็กลง เวลาผ่านไปอีก 5-10 ปีกายยังเหนื่อยล้า แต่ใจเริ่มท้อ เพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ทำไมทุ่มเททำงานหนักแต่รู้สึกว่าไม่ได้ดี ไม่ได้รับการสนับสนุนจากหัวหน้าหรือผู้บริหาร ลูกศรเริ่มขึ้นๆลงๆ บางคนบอกว่าทำงานเหมือนผีเข้าผีออก ผีเข้าลูกศรพุ่งพรวด ผีออกลูกศรลงวูบ เมื่อเวลาผ่านไปอีก 5-10 ปี กายไม่สู้ ใจไม่สู้แล้ว ลูกศรลงอย่างเดียว ส่วนใหญ่รอครบ 25 ปีได้บำนาญจะลาออกหรือรอเกษียณ ผมขอให้ทุกคนคิดเองว่าขณะนี้เราอยู่ในกลุ่มใด ผมมีหน้าที่มาชวนให้ทุกคนกลับมาอยู่ในกลุ่มแรกเหมือนเมื่อเริ่มทำงานใหม่ เพราะอะไรรู้ไหมครับ?

อ.นพ.บุญยงค์ วงศ์รักมิตร อดีตผอ.โรงพยาบาลน่านเคยบอกกับผมว่า พวกเราทำงานอยู่ใน”ธนาคารชีวิต” ปกติเราฝากเงินไว้ในธนาคารเพราะเรามั่นใจว่าเขาสามารถดูแลรักษาเงินเราได้ แต่นี่เขาเอาชีวิตของเขาหรือของคนที่เขารักที่สุดมาให้เราดูแลเพราะเขามั่นใจว่าเราสามารถดูแลรักษาชีวิตเขาได้ จะทำอะไรก็ได้ เขาไว้ใจเรา ถือว่าเป็นเกียรติไหม เป็นเกียรติอย่างที่สุด ผมจึงอยากบอกว่าพวกเรานั้นมีบุญที่สุดที่ได้ทำงานในรพ.ซึ่งเปรียบเหมือนธนาคารชีวิต ช่วยดูแลรักษาคนไข้ที่กำลังระทมทุกข์จากการเจ็บป่วย นอกจากทำมาหาเลี้ยงชีพแล้วยังได้สร้างบุญกุศลตลอดเวลา จึงเป็นเหตุผลที่อยากให้ทุกคนทำงานเหมือนตอนเริ่มงานใหม่ๆ ลูกศรตัวชี้วัดผลงานพุ่งขึ้นตลอดเวลา

เมื่อผมไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการรพ.น่าน ที่ซึ่งทำให้ผมตกผลึกคำว่าคนดีคนมีคุณค่า จากการที่ได้เห็นแพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานหนักเพื่อดูแลรักษาคนไข้ ขณะนั้นรพ.น่านมีขนาด 523 เตียง มีแพทย์staff 42 คนพยาบาล 407 คนผมไม่ทราบว่าทำงานกันได้อย่างไร? ที่สำคัญนั้นคนไข้ได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยม มีคนไข้คนหนึ่งเป็นอัมพาตต้องใช้เครื่องช่วยหายใจถึงสองปี แต่ไม่มีแผลกดทับเกิดขึ้นเลยทั้งๆที่ไม่มีพยาบาลพิเศษ แสดงถึงการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ผมเชื่อว่าทุกคนทำงานด้วยหัวใจอย่างแท้จริง ผมจึงเริ่มเขียนบทความ “Humanized Health Care” ซึ่งหมอพัชรีแปลว่า “การดูแลคนไข้ด้วยหัวใจบนพื้นฐานความรู้” เดือนละเรื่องเพื่อพิมพ์ในวารสารรพ.น่าน รายเดือน โดยเขียนจากประสบการณ์ตรงในชีวิตความเป็นแพทย์ เริ่มต้นตอนแรกว่า”แล้วแต่หมอ” เพราะมีแพทย์รุ่นน้องถามผมว่าทำไมคนไข้มักบอกว่า”แล้วแต่หมอ” เมื่อถามความเห็นในการเลือกวิธีรักษา ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ผมตอบไปว่าที่คนไข้พูดเช่นนั้นเพราะเห็นว่าเราเรียนแพทย์ จึงน่าจะมีความรู้ดีที่สุด น้องถามต่อว่าแล้วเราควรทำอย่างไร? ผมก็บอกว่าผมมองคนไข้ที่อยู่ตรงหน้าผมว่าถ้าเป็นแม่ผมน้องสาวผม ผมจะดูแลรักษาอย่างไร ผมก็จะรักษาคนไข้เช่นเดียวกัน จึงไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากหรือลำบากใจสำหรับหมอในการรักษาคนไข้ ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจและกำลังใจให้กับพวกเราในการทำงานต่อไปอย่างมีความสุข

ผมได้ชี้ให้พวกเราทุกคนได้เห็นความจริงที่เกิดขึ้นทุกวัน คนไข้มารพ.เพื่อรอรับการตรวจรักษาทุกวันตั้งแต่เช้ามืด บางคนออกจากบ้านมาตั้งแต่ตี 4 ตี 5 ผมใช้คำว่าบุญที่มองเห็นมาหาเราทุกวันแต่เราไม่สนใจมัวแต่ไปหาบุญที่มองไม่เห็นที่อื่น แม่ชีเทเรซ่าเคยกล่าวไว้ว่า”ถ้าเรายังรักคนที่เรามองเห็นไม่ได้ จะไปรักพระเจ้าที่มองไม่เห็นได้อย่างไร” ผมต้องการที่จะสะกิดให้พวกเราได้เห็นว่าคนไข้เขาลำบากแค่ไหนในการมาหาเราเพื่อให้เราช่วยดูแลรักษาอาการเจ็บป่วย ถ้าเราทำด้วยความมีเมตตากรุณาจะเกิดบุญกุศลขึ้นมากมายเพียงใด แต่ทุกวันนี้เราไล่บุญทุกวันโดยไม่รู้ตัว คนไข้มากก็บ่น ทำท่าทีเบื่อหน่าย พูดจาไม่เหมาะสม ถ้าเป็นคนไข้เราจะคิดอย่างไร? อุตส่าห์เดินทางมาไกลด้วยความลำบากเพื่อให้พวกเราช่วยเหลือ ผมเห็นพวกเราหลายๆคนในวันหยุดเดินทางไปไกลเพื่อทำบุญตามสถานที่ต่างๆ ละเลยบุญที่มาหาเราอยู่ทุกๆวัน ผมจำได้ว่าทุกวันพฤหัสที่รพ.น่านจะมีคนมาตัดผมให้คนไข้เป็นประจำ ทำให้คนไข้สดชื่นขึ้น ตัดให้คนไข้เสร็จก็ตัดให้ญาติและเจ้าหน้าที่ด้วย และบ่อยครั้งที่มีคนจากภายนอกเข้ามาแสดงละครย่อยหรือร้องเพลงให้คนไข้ฟัง เพื่อให้คนไข้มีความสุข ผมบอกทุกคนได้เลยครับว่าเขาเหล่านั้นล้วนแต่มาเอาบุญในรพ.ของเรา บุญมีอยู่ทุกหนแห่งในทุกรพ. เพียงแต่ว่าใครจะมองเห็นหรือไม่เท่านั้น

มีหลายคนถามผมว่าทำไมถึงยังทำงานภาครัฐทั้งๆที่งานหนัก คนไข้มากมายแน่นไปหมด ความสะดวกสบายก็น้อยแอร์ก็ไม่มีหรือมีก็ไม่เย็นเพราะคนไข้มาก รายได้ค่าตอบแทน (ปัจจุบันดีกว่าในอดีตมาก) ก็น้อยเมื่อเทียบกับภาคเอกชน ผมยังจำได้ว่าเมื่อ ๓๐ ปีก่อน อาจารย์ท่านหนึ่งเคยชวนไปอยู่รพ.เอกชนที่กทม. รับรองรายได้ขั้นต่ำ๒แสนบาทขณะนั้นผมได้เงินเดือน ๗,๕๐๐ บาทรวมค่าเวรอีกราว ๒,๕๐๐ บาท ยังไม่ถึงหมื่นต่างกันมาก ที่สำคัญที่นั่นตรวจรักษาคนไข้วันละไม่เกิน๑๐คน ผมอยู่รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ตรวจคนไข้วันนึงเป็นร้อย แต่รู้สึกว่าคุ้มกับที่เรียนมานานร่วม ๑๐ ปีกว่าจะเป็นแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ผมขอบอกกับทุกคนว่า

"ต้องไม่มองว่าการดูแลรักษาคนไข้เป็นภาระ ให้มองว่ามันคือความสุข"

เราจึงจะทำงานอย่างมีความสุข คนไข้ยิ่งมีความสุขที่เห็นรอยยิ้มของพวกเรา ที่สำคัญนั้นงานที่เราทำคือการช่วยชีวิตคน ยิ่งทำมากก็ยิ่งมีคุณค่ามาก นี่แหละคือความแตกต่างระหว่างภาครัฐกับเอกชน “คุณค่าของชีวิต”ที่ต่างกัน

“ขอบคุณที่เป็นคนดี”